ตั้งแต่เมื่อกลางคืน ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวว่ามีประชาชนไปจับจองสถานที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เต็มไปหมดแล้ว ในใจก็คิดว่าเราจะมาสามารถเข้าไปใกล้ๆ ให้มากที่สุด แต่ไม่รู้ในเบื้องหน้าจะเข้าไปใกล้ที่สุดได้สักเท่าใด
โชคดีที่ได้ขึ้นรถแท็กซี "รักในหลวง" พอทราบว่าข้าพเจ้าจะเดินทางไปลานพระบรมรูปทรงม้า คนขับก็รีบบอกทันที่ ผมจะพาคุณไปให้ใกล้ที่สุด เพื่อไม่ให้เดินไกล ผมรีบขอบคุณคนขับทันที และเราก็สนทนาถามไถ่เรื่องราวของผู้คนในปัจจุบัน ในส่วนของคนกลุ่มแท็กซีเองที่ฝักใฝ่ไม่เอาเจ้าก็มากมาย แบ่งกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน ส่วนตัวเขาเองยอมรับว่า "รักในหลวง" เป็นที่สุด เขาพรรณาว่า บ้านเมื่องนี้ ประเทศไทย ไม่ตกเป็นเมืองขึ้น ของชาติใดก็เพราะในหลวง เพราะพระราชาสืบๆ ต่อกันมา ก็ยังสงสัยว่าทำไมคนจึงมีความเห็นผิดถึงขนาดนี้
ในช่วงหนึ่่ง คนขับแท็กซีเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้เอง มีคนกลุ่มหนึ่งขึ้นแท็กซีมา เจอรูปในหลวง รูปพระราชินี ตามมุมถนนต่าง ๆ ก็ชี้มือด่ารูปในหลวง ในทำนองไม่ดี เขาทนไม่ไหวจึงจอดรถกลางทาง ขับไล่พวกมันลงจากรถไป.... และไม่ยอมรับตังค์กับพวกคนกลุ่มนั้น
ข้าพเจ้าลงรถที่บริเวณแยกทางรถไฟ ข้างสวนจิตรดา เดินจากจุดนี้ไปน่าจะประมาณเกือบกิโล จะถึงลานพระรูปฯ ระหว่างเดินทางก็มีมวลมหาประชาชน ไม่ทราบว่าหรั่งไหลมาจากที่ใดบ้าง ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเยอะ ใจทุกดวงมุ่งสู่ลานพระรูป ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าถ้าขืนลังเล ชักช้าคงไม่มีทางเข้าใกล้ได้ จึงได้รีบเดินให้เร็ว
กระนั้นก็ตามพอมาถึงแยกราชดำเนินนอก คนก็แน่นไปหมดแล้ว ทั้งบนถนน ริมฟุตบาท ทุกคนก็ต่างมุ่งหน้าเพื่อตรงไปยังลานพระรูป เบื้องหน้าพระที่นั่ง อนันตสมาคม ข้าพเจ้าคิดว่าหากเบียดเสียดเข้าไปอีก คงไม่มีที่นัง กระไรเสียจึงปูเสื่อนั่งบริเวณแยกไฟแดงถนนราชดำเนินนอกนั้นเอง เบื้องหน้าพอมองไปเห็นพระที่นั่งฯ ได้บ้าง แต่มองอย่างไรคงไม่เห็นพระองค์ที่พระที่นั่งสีหบัญชรอนันตสมาคมแน่นอน เพราะไกลสุดลูกหูลูกตา ในใจก็คิดว่ามาถึงขนาดนี้ก็พอแล้วละ ถ้าเทียบกับพวกที่เขามานอนตั้งแต่เมื่อคืน ก็ถือว่าเข้าใกล้แล้ว คงจะต้องอาศัยมองจอโปรแจ๊คเต้อแทน
พอข้าพเจ้านั่งก็มีประชาชนอื่นๆ นั่งตาม พลางก็ขอนั่งด้วย ทุึกคนล้วนถ่อยทีถ่อยอาศัยกัน เชื่อเชิญให้เข้ามานั่งด้วยกัน พลางก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน
ในเบื้องหน้าของข้าพเจ้าก็มีคุณลุงคนหนึ่ง พยายามถ่ายรูปไปรอบๆ แล้้วก็โทรรายงานทางบ้านว่าตอนนี้พ่อได้อยู่หน้าพระบรมรูปทรงม้าแล้ว มาได้ใกล้ที่สุดก็แค่นี้แหละ แล้วจะนำรูปไปฝาก.....
พอคุณลุงคนนั้นเสร็จธุระ ถ่ายรูป โทรศัพท์รายงานให้กับทางบ้านแล้ว ผมกลัวแก่เหงาจึงถามไถ่ที่มาที่ไป คุณลุงบอกว่า เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ มาคนเดียว เดิมว่าจะมากันสามคน กลัวว่าจะลำบากทึ่พัก คุณลุงก็เลยอาสามาคนเดียว เดินทางมาได้สองวันแล้ว เมื่อคืนก็นอนตรงนี้ เกรงว่าจะไม่มีที่นั่งจึงตัดสิใจพักแรมที่นี้ หลานพักอยู่แถวซอยมหาดไทย หน้ารามคำแหง บอกให้ไปนอนด้วย คุณลุงก็ไม่ไป เกรงว่าจะมาไม่ทัน
ผมได้โอกาสก็แกลงถาม คุณลุงว่า "คุณลุงครับ ได้ยินข่าวว่าคนต่างจังหวัดบางกลุ่ม จะรวมกันใส่เสื้อสีอืื่นกัน และไม่ออกมาแสดงความจงรักภัคดี ทำไมคุณลุงจึงมาตั้งไกล อุตสาห์มานอนพัก นอนกลางดิน กินกลางถนน"
คุณลุงแก่หยุดคิดสักพัก ก็พูดว่า "ใครจะคิด จะพูด จะทำอย่างไร ลุงก็ไม่รับรู้ด้วยหรอก ในใจของลุง ครอบครัวลุง นึกถึงแต่ในหลวง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองก็เพราะในหลวง ในเชียงใหม่บ้านลุง มีอาชีพทำมาหากิน ก็เพราะในหลวง และสมเด็จย่าฯ ลุงไม่ว่าเขาหลอก ต่างคนต่างคิด ลุงไม่สนใจใคร คิดเองได้ จึงได้มาตรงนี้ " ผมถามแก่ต่อ ลุงมาถึงตั้งแต่เืมื่อคืนทำไมไม่เข้าไปหลังม้าละ อยู่ใกล้ๆ ในหลวง จะได้มองเห็นชัดๆ ถ่ายรูปชัด ๆ นำรูปไปฝากลูกหลาน
บริเวณตรงนั้นมีคนจองไว้หมดแล้ว คุณลุงตื่นนอนขึ้นมา แวะไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัว พออกมาคนก็เต็มไปหมดแล้ว ผมก็ซักถามต่อไปอีกว่า แม้อุตสาห์มาพักแรมวันสองวันไม่ได้เ้ข้าเฝ้าใกล้ในหลวงเลย
คุณลุง " เรื่องการเข้าเฝ้าใกล้ ๆ คุณลุงไม่คิดหรอก หลายคนก็ต่างมาเข้าเฝ้า เพื่อได้รับเสด็จใกล้ๆ กัน ที่ลุงมาครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งใจเข้าเฝ้าใกล้ๆ หรอก แต่เห็นว่าในช่วงนี้มีหลายคน หลายกลุ่มต่างคิดต่าง ๆ น่าๆ กับในหลวง คุณลุงคิดว่า อยากจะมาเป็นกำลังใจให้ในหลวง ไม่ได้เข้าไปใกล้ ๆ เฝ้าในหลวง มาให้ในหลวงเห็นก็พอ...."
ฟังแล้วก็จริงครับ หากต้องการมองเห็นในหลวงชัด ๆ คงต้องนั่งเฝ้าทีวีที่บ้าน ได้ยินพระดำรัสชัดเจนทุกถ่อยคำ ไม่เหมือนอยู่กลางถนน แม้ภาพ เสียง ก็ไม่ได้ยิน ไม่ชัดเจน
ในหลวงมีพระชนมายุครบ ๘๕ พรรษา แล้ว เคยได้ยินคนเล่า่ว่า พระองค์จะมีอายุ ๑๒๐ ปี ในวันนี้เห็นพระองค์ท่านมีพลานมัยแข็งแรง มีพระดำรัส ชัดเจนไพเราะ และคงคุณค่าตลอดกาล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.....

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น