วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มาเป็นกำลังใจ ให้ในหลวง

          เช้าวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ ข้าพเจ้า ตื่นจากที่นอนตั้งแต่ตีสี่ กว่าจะจัดสำภาระต่าง ๆ และออกเดินทางแถวรามคำแหงได้ก็ปาเข้าตีห้าแล้ว  ปลายทางพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเข้ารัีบเสด็จฯ ในหลวง
          ตั้งแต่เมื่อกลางคืน ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวว่ามีประชาชนไปจับจองสถานที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เต็มไปหมดแล้ว ในใจก็คิดว่าเราจะมาสามารถเข้าไปใกล้ๆ ให้มากที่สุด  แต่ไม่รู้ในเบื้องหน้าจะเข้าไปใกล้ที่สุดได้สักเท่าใด 
         โชคดีที่ได้ขึ้นรถแท็กซี "รักในหลวง" พอทราบว่าข้าพเจ้าจะเดินทางไปลานพระบรมรูปทรงม้า คนขับก็รีบบอกทันที่ ผมจะพาคุณไปให้ใกล้ที่สุด เพื่อไม่ให้เดินไกล  ผมรีบขอบคุณคนขับทันที  และเราก็สนทนาถามไถ่เรื่องราวของผู้คนในปัจจุบัน ในส่วนของคนกลุ่มแท็กซีเองที่ฝักใฝ่ไม่เอาเจ้าก็มากมาย แบ่งกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน ส่วนตัวเขาเองยอมรับว่า "รักในหลวง" เป็นที่สุด เขาพรรณาว่า บ้านเมื่องนี้ ประเทศไทย ไม่ตกเป็นเมืองขึ้น ของชาติใดก็เพราะในหลวง เพราะพระราชาสืบๆ ต่อกันมา ก็ยังสงสัยว่าทำไมคนจึงมีความเห็นผิดถึงขนาดนี้ 
         ในช่วงหนึ่่ง คนขับแท็กซีเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้เอง  มีคนกลุ่มหนึ่งขึ้นแท็กซีมา เจอรูปในหลวง รูปพระราชินี ตามมุมถนนต่าง ๆ  ก็ชี้มือด่ารูปในหลวง ในทำนองไม่ดี  เขาทนไม่ไหวจึงจอดรถกลางทาง ขับไล่พวกมันลงจากรถไป.... และไม่ยอมรับตังค์กับพวกคนกลุ่มนั้น
         ข้าพเจ้าลงรถที่บริเวณแยกทางรถไฟ  ข้างสวนจิตรดา เดินจากจุดนี้ไปน่าจะประมาณเกือบกิโล จะถึงลานพระรูปฯ ระหว่างเดินทางก็มีมวลมหาประชาชน ไม่ทราบว่าหรั่งไหลมาจากที่ใดบ้าง ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเยอะ  ใจทุกดวงมุ่งสู่ลานพระรูป ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าถ้าขืนลังเล ชักช้าคงไม่มีทางเข้าใกล้ได้ จึงได้รีบเดินให้เร็ว 
        กระนั้นก็ตามพอมาถึงแยกราชดำเนินนอก คนก็แน่นไปหมดแล้ว ทั้งบนถนน ริมฟุตบาท  ทุกคนก็ต่างมุ่งหน้าเพื่อตรงไปยังลานพระรูป เบื้องหน้าพระที่นั่ง อนันตสมาคม ข้าพเจ้าคิดว่าหากเบียดเสียดเข้าไปอีก คงไม่มีที่นัง กระไรเสียจึงปูเสื่อนั่งบริเวณแยกไฟแดงถนนราชดำเนินนอกนั้นเอง เบื้องหน้าพอมองไปเห็นพระที่นั่งฯ ได้บ้าง  แต่มองอย่างไรคงไม่เห็นพระองค์ที่พระที่นั่งสีหบัญชรอนันตสมาคมแน่นอน เพราะไกลสุดลูกหูลูกตา ในใจก็คิดว่ามาถึงขนาดนี้ก็พอแล้วละ ถ้าเทียบกับพวกที่เขามานอนตั้งแต่เมื่อคืน ก็ถือว่าเข้าใกล้แล้ว  คงจะต้องอาศัยมองจอโปรแจ๊คเต้อแทน
       พอข้าพเจ้านั่งก็มีประชาชนอื่นๆ นั่งตาม พลางก็ขอนั่งด้วย ทุึกคนล้วนถ่อยทีถ่อยอาศัยกัน  เชื่อเชิญให้เข้ามานั่งด้วยกัน พลางก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน
       ในเบื้องหน้าของข้าพเจ้าก็มีคุณลุงคนหนึ่ง พยายามถ่ายรูปไปรอบๆ  แล้้วก็โทรรายงานทางบ้านว่าตอนนี้พ่อได้อยู่หน้าพระบรมรูปทรงม้าแล้ว มาได้ใกล้ที่สุดก็แค่นี้แหละ  แล้วจะนำรูปไปฝาก.....
         พอคุณลุงคนนั้นเสร็จธุระ ถ่ายรูป โทรศัพท์รายงานให้กับทางบ้านแล้ว ผมกลัวแก่เหงาจึงถามไถ่ที่มาที่ไป   คุณลุงบอกว่า เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่  มาคนเดียว  เดิมว่าจะมากันสามคน กลัวว่าจะลำบากทึ่พัก คุณลุงก็เลยอาสามาคนเดียว  เดินทางมาได้สองวันแล้ว  เมื่อคืนก็นอนตรงนี้ เกรงว่าจะไม่มีที่นั่งจึงตัดสิใจพักแรมที่นี้  หลานพักอยู่แถวซอยมหาดไทย หน้ารามคำแหง บอกให้ไปนอนด้วย คุณลุงก็ไม่ไป  เกรงว่าจะมาไม่ทัน
        ผมได้โอกาสก็แกลงถาม คุณลุงว่า "คุณลุงครับ ได้ยินข่าวว่าคนต่างจังหวัดบางกลุ่ม จะรวมกันใส่เสื้อสีอืื่นกัน และไม่ออกมาแสดงความจงรักภัคดี ทำไมคุณลุงจึงมาตั้งไกล  อุตสาห์มานอนพัก นอนกลางดิน กินกลางถนน"
         คุณลุงแก่หยุดคิดสักพัก ก็พูดว่า "ใครจะคิด จะพูด จะทำอย่างไร ลุงก็ไม่รับรู้ด้วยหรอก  ในใจของลุง ครอบครัวลุง นึกถึงแต่ในหลวง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองก็เพราะในหลวง ในเชียงใหม่บ้านลุง มีอาชีพทำมาหากิน ก็เพราะในหลวง และสมเด็จย่าฯ ลุงไม่ว่าเขาหลอก ต่างคนต่างคิด  ลุงไม่สนใจใคร  คิดเองได้ จึงได้มาตรงนี้ "  ผมถามแก่ต่อ ลุงมาถึงตั้งแต่เืมื่อคืนทำไมไม่เข้าไปหลังม้าละ  อยู่ใกล้ๆ ในหลวง จะได้มองเห็นชัดๆ ถ่ายรูปชัด ๆ  นำรูปไปฝากลูกหลาน
         บริเวณตรงนั้นมีคนจองไว้หมดแล้ว คุณลุงตื่นนอนขึ้นมา แวะไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัว พออกมาคนก็เต็มไปหมดแล้ว  ผมก็ซักถามต่อไปอีกว่า แม้อุตสาห์มาพักแรมวันสองวันไม่ได้เ้ข้าเฝ้าใกล้ในหลวงเลย
          คุณลุง " เรื่องการเข้าเฝ้าใกล้ ๆ คุณลุงไม่คิดหรอก  หลายคนก็ต่างมาเข้าเฝ้า เพื่อได้รับเสด็จใกล้ๆ กัน ที่ลุงมาครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งใจเข้าเฝ้าใกล้ๆ หรอก แต่เห็นว่าในช่วงนี้มีหลายคน หลายกลุ่มต่างคิดต่าง ๆ น่าๆ   กับในหลวง  คุณลุงคิดว่า อยากจะมาเป็นกำลังใจให้ในหลวง ไม่ได้เข้าไปใกล้ ๆ เฝ้าในหลวง มาให้ในหลวงเห็นก็พอ...."
         ฟังแล้วก็จริงครับ หากต้องการมองเห็นในหลวงชัด ๆ คงต้องนั่งเฝ้าทีวีที่บ้าน ได้ยินพระดำรัสชัดเจนทุกถ่อยคำ ไม่เหมือนอยู่กลางถนน แม้ภาพ เสียง  ก็ไม่ได้ยิน ไม่ชัดเจน
          ในหลวงมีพระชนมายุครบ ๘๕  พรรษา แล้ว เคยได้ยินคนเล่า่ว่า พระองค์จะมีอายุ ๑๒๐ ปี ในวันนี้เห็นพระองค์ท่านมีพลานมัยแข็งแรง มีพระดำรัส ชัดเจนไพเราะ  และคงคุณค่าตลอดกาล  ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.....  
          

ประมวลภาพ ในหลวง เสด็จออก สีหบัญชร 5 Dec 2012

ในหลวง เสด็จออก ณ สีหบัญชร 5 ธ.ค. 2555

ในหลวงเสด็จออกสีหบัญชร 5 Dec 2012

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บุญ - กฐิน

            หลังพระสงฆ์ปวารณาออกพรรษา เราชาวพุทธมีความปลื้มปีติในฤดูกาลทอดกฐิน มีแผนเดินทางแสวงบุญในสถานที่ต่าง ๆ อีกทั้งยังได้มีเวลาพักผ่อน ได้ไปสถานที่ท่องเทียว ไปสถานที่พระอริยสงงฆ์ หรือปูสนียสถานที่ผู้มีบุญได้สร้างเป็นอนุสรณ์สถานฝากไว้กับแผ่นดิน
           การทำบุญกฐิน ถือว่าได้บุญมาก เพราะมิใช่ว่าจะทำได้ตลอดทั้งปี มีฤดูกาลในการทำ คือหลังพระสงฆ์ปวารณาออกพรรษา ในระยะเวลา 1 เดือน  เป็นฤดูกาลแห่งกฐิน หรือเราจำกันว่า ฤดูกาลถวายกฐินจะไปสิ้นสุดในวันเพ็ญเดือน 12  หรือวันลอยกระทง
           ในปีนี้มีความรู้สึกว่าผู้ทำกฐินมีมาก ซองเชิญร่วมทำกฐินมีเยอะ แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีอุทกภัย ไม่มีประชาชนออกมา ปะซะด่ะ (ประท้วง) บนพื้นที่สาธารณะ หลายปีที่ผ่านมา หากบ้านเมืองเราไม่มีอุปัทภัยต่าง ๆ สยามประเทศช่างงดงาม มีประเพณีวัฒนธรรมอันละเอียด ผู้คนได้มีปกติกระทำตามจารีตประเพณีของตนๆ  เช่นในช่วงนี้ทางภาคอีสาน ก็มีประเพณีไหลเรือไฟ ตามประทีป  ในกรุงเทพฯ อีกไม่กี่วันเราก็จะได้เห็นประเพณีการล่องรือถวายผ้ากฐินในสายน้ำเจ้าพระยาของในหลวง      หรือการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้ากฐินทางชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค....
         กระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ เป็นการล่องเรือหลวงไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา มีการเห่เรือ มีการประด้บตกแต่งเรื่อพระที่นั่งอันสวยงาม หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสุขภาพแข็งแรง พสกนิกรชาวไทยจะได้เห็นพระองค์ทรงเรือตามลำน้ำเจ้าพระยา เสด็จทางชลมารคถวายผ้ากฐินตามจารีตประเพณี
        ในปีนี้ผมได้รับแจ้งบุญจากต่างแดน ประเทศอังกฤษ วัดไทยพุทธเมตตา จากหลวงพี่ที่เคารพนับถือไปจำพรรษาที่นั้น ในการทำตาลปัต และยามในองค์กฐิน โดยปกติจะมีการปักตัวหนังสือที่ระลึกในตาลปัตและย่าม แต่ปรากฏว่า ภายในสองอาทิตย์ผมไม่สามารถติดต่อร้านเพื่อปักตัวหนังสือเป็นที่ระลึกในงานได้ ร้านค้างรับทำแจ้งว่ามีคิวยาว ทำงานส่งล๊อตใหญ่ไม่ทัน ทุกร้านมีใบสั่งงานล่วงหน้าหมด  ไม่สามารถที่จะแทรกได้เลย  เป็นที่น่าอัศจรรย์จริงๆ
        เมื่อไม่สามารถดำเนินการได้ จึงได้แจ้งหลวงพี่ที่อยู่อังกฤษไปว่า ไม่สามารถปักตัวหนังสือที่ระลึกได้ เหลือเวลาแค่สองวันที่คณะผู้เดินทางจะไปอังกฤษ ยังสรุปเรื่องตาลปัต เรื่องย่ามไม่ได้เลย 
           เมื่อหลายปีที่แล้วข้าพเจ้าได้ร่วมบุญทำลักษณะเดียวกันไปที่นิวซีแลนด์ ตอนนั้นมีเวลาหลายวัน เลยทำจัดชุดใหญ่ ทำทั้งองค์กฐิน และยามที่ระลึกครบองค์ที่จำพรรษาในวัด พระผู้เดินทางไปด้วยโดยประมาณสิบกว่าชุด ตอนนั้นก็เกิดปัญหาว่าโหลดกระเป๋าเดินทางจะไม่ผ่าน ต้องกระจ่ายวิ่งไปฝากคนโดนบ้างคนนี้บ้าง 
          ในปีนี้ก็เลยต้องปรึกษาพระอาจารย์ท่านว่า มากไปก็ไม่ดี ไม่มีก็ไม่ได้ จัดแต่พองามจะทำอย่างไรดี ก็มาสรุปกันว่า คงของเก่าไว้ คือไปหาตาลปัตใบลาน แบบเลียบง่าย ด้ามเปลี่ยนเป็นด้ามมุก  และมีย่ามสักใบก็พอ  และสะดวกกับผู้นำไปด้วย จึงตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปเสาซิงช้า  ตะเวนหาตาลปัตใบลาน หาตั้งหลายร้านก็ไม่มี ร้านค้าบอกว่าไม่ค่อยผลิตแล้ว  ข้าพเจ้าไม่ลดความพยายาม แม้เวลาใกล้หกโมงเย็นเป็นเวลาที่ร้านค้าใกล้ปิด ได้เป็นไปพบร้านค้าใกล้หัวมุมประตูหน้าร้านปิดไปบานหนึ่งแล้ว ยังมีประตูที่เข้าร้านอีกบาน ผมขออนุญาตเข้าไปสอบถามเจ้าของร้าน ซึ่งเปิดหน้าร้านรอลูกค้ามารับของซึ่งสั่งไว้หลายวันแล้ว หากไม่รอคงจะต้องปิดร้านไปแล้ว
            โชคดีที่ยังมีตาลปัตใบลานยังมีอยู่ไม่กี่ชิ้น ข้าพเจ้ารีบตัดสินใจสั่ง และให้เปลี่ยนด้ามไม้เป็นตามมุกทันที กี่สตางค์ก็ไม่รู้ตอนนั้น หาของที่ต้องการอย่างเดียว  สรุปว่าได้ตาลปัตใบลาน ด้ามมุก พร้อมย่ามไหม้  และธูปหอมไม่มีกลิ่น  พอได้ของแล้วก็รีบกลับส่งอีเมล์บอกท่านหลวงพี่ ว่าได้ของตามที่ต้องการแล้ว   ให้ประสานคนรับมารับนำไปส่งผู้ที่จะเดินทางในเย็นวันที่ 1 พ.ย. 2555
            บ่ายวันที่ 31 ต.ค. ลูกศิษย์พระอาจารย์โทรมาบอกว่าจะมารับของให้นำไปส่งผู้ที่จะเดินทางไปสนามบิน ให้นำของไปที่ทำงานด้วย เช้าวันที่ 1 จะมารับและนำส่งให้ ก็ได้ตะเตรียมไว้เรียบร้อย พอสาย ๆ หน่อยของวันที่ 1 ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า ผู้ที่จะมารับไม่สะบาย ไม่สามารถมารับได้ สอบถามว่าให้ไปส่ง และถามว่าแถวไหน อยู่แถววิภาวดีรังสิต ติดกับดอนเมือง ข้าพเจ้าตกใจนึกว่าอยู่ใกล้ๆ ที่ทำงาน แถวสาทร  เมื่อตั้งสติได้ก้บอกว่าไม่เป็นไร... จะนำไปส่งให้คนที่จะเดินทางเอง ขอให้คนจะเดินทางติดต่อมายังข้าพเจ้า
            ไม่นานผู้ที่จะเดินทางไปกับคณะแจ้งว่าพักอยู่แถวมีนบุรี ติดกับสวนสยาม ข้าพเจ้าตกใจเป็นครั้งที่สอง เอาละซิสถานที่แต่ละแห่งไม่ติดกับรถไฟฟ้าเลย ..... จึงติดสินใจว่าจะไปส่งให้ที่สนามบินเอง จะไปถึงกี่ทุ่ม  รับทราบว่า ประมาณห้าทุ่มจะถึงสนามบิน ก็ตกลงกันตามนี้ จะไปพบผู้เดินทางห้าทุ่ม
            ในใจคิดว่าหลังกลับจากที่ทำงาน อาบน้ำอาบท่าให้สบายและขับรถไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากบ้านไป ไม่ถึงยี่สิบนาทีก้ถึง  ก็ทำงานสะบายใจ คราวนี้คงสำเร็จด้วยดี
            ประมาณหกโมงเย็น ได้รับแจ้งโทรศัพท์จากคณะผู้เดินให้ไปถึงสนามบินสามทุ่ม คณะทั่วร์เช็คอินสามทุ่ม .... เอาละซิ ข้าพเจ้าเริ่มกังวลใหญ่  งานวันนี้ก็เยอะ  ปกติช่วงนี้ก้ออกจากที่ทำงานทุ่ม หรือไม่ก็ทุ่มครึ่ง ข้าพเจ้าจึงวางแผนเดินทางใหม่  ถ้าขับรถไปส่งคงไม่ทันการณ์ บางทีบนท้องถนนเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน เปลี่ยนเส้นทางไปนั่งรถแอร์พ๊อตลิงค์แทน.... จึงรีบเคลียร์งานให้จบภายในหนึ่งทุ่ม และรีบออกเดินทาง
            ติดสินใจไปขึ้นรถแอร์พ๊อตลิงค์ที่สถานีมักกะสัน.... จะหาที่จอดรถได้ก็เกือบสองทุ่ม คณะเดินทางโทรศัพท์มาบอกว่าถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว  จวนจะเช็คอินแล้ว ข้าพเจ้าก็ยิ่งวิตกกังวลไปใหญ่ เกรงว่าจะไม่ทันคณะเดินทาง พอไปถึงสถานี้ข้าพเจ้าก็รีบซื้อตั่ว ขึ้นไปนั่งรอในรถ นั่งนานสองนานรถก็ยังไม่ออกวิ่งซักที เหลือเวลาแค่สามสิบนาที่จะสามทุ่มแล้ว ซับสนไม่มั่นใจในโบกี่ก็ไม่ค่อยจะมีคน จึงเดินไปถามผู้โดยสารด้วยกัน ว่ารถนี้วิ่งไปสุวรรณภูมิหรือเปล่า  ทราบว่าไป.... จึงกลับมานั่งที่เดิม
            ในใจก็นั่งสงบจิต กำหนดจิตอธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นเจ้าภาพหลัก ทำบุญกฐิน มาหลายปี เพราะสถานการณ์ ความพร้อมไม่มี ได้ร่วมบุญกฐินบ้างก็เล็กน้อย  แม้ว่าการกระทำบุญนี้เป็นสิ่งเล็กน้อย ไม่มีค่าเรือนหมื่นเรือนแสน  ขอให้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจ จงไปถึงสถานที่ทำบุญ ได้ร่วมทำบุญกับพระอาจารย์ที่อย่ต่างแดน  และในโอกาสใกล้วันคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้า วันที่ 3 พ.ย. ซึ่งตรงกับวันเสาร์พอดี ก็ขอถือเอาการทำบุญในครั้งนี้ ทำบุญไปพร้อมกัน" 
           สักพักหนึ่งรถไฟแอร์พ๊อตลิงค์มันก็วิ่ง ๆๆๆ วิ่งไม่ยอมหยุดสักสถานีเลย  มีความรู้สึกว่าจอดที่สถานสุวรรณภูมิที่เดียว ข้าพเจ้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบวิ่งตามบันไดเลือนจนไปถึงชั้นสี่ ไปถึงก็สามทุ่มพอดี โทรศัพท์ประสานงานกันแล้วประสานอีก จนแบ๊ตจะหมด เอาละซิหากันไม่เจอะ แม้นัดหมายจุดสำคัญๆ ข้าพเจ้าก็มองหาจนทั่ว.... ที่สุดแล้วก็หาเจอคณะเดินทาง คณะได้เช็คอินบางคนแล้ว และเข้าไปอยู่ข้าในแล้ว  จึงได้ฝากบุญ - กฐิน นี้ไปยังต่างแดน......

ปล. ตอนกลับจากสนามบินสุวรรณภูมิ ข้าพเจ้าสงสัยว่า ทำไมคนเยอะจัง และค่ารถทำไมถูกกว่าตอนมา... พี่ รปภ. บอกว่า อ้อ... มันเป็นรถด่วน  กับรถแบบธรรดา  ถ้าพี่จะไปรถด่วนต้องไปอีกจุดหนึ่ง ตรงนี้เป็นรถธรรมดา จึงลองนั่งกลับไป... ก็ธรรมดาจริงๆ ครับ เหมือนกับรถไฟรางปกติ จอดทุกสถานี มีคนไม่มีไม่รู้ เสียงเปิด - ปิด ประตูดังยิ่งกว่า เปิด - ปิด ท้ายรถสิบล้อ จอดทีตกใจที่
       มานั่งนึกอีกที่ ตอนกลับหรือว่าเราหมดบุญเสียแล้ว............           

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไก่ย่าง ธุรกิจที่อยากทำ

กรรมวิธีในการย่างไก่
            การย่างไก่ถึงแม้จะมองผิวเผินว่าเป็นขั้นตอนธรรมดาที่ไม่ยุ่งยากแต่ก็ยังถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามไป เพราะขั้นตอนย่างไก่ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะนำเสนอให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อไปรับประทาน ซึ่งมีเคล็ดลับวิธีการย่างไก่ที่ถูกต้องดังนี้
            1.เตรียมเตาไฟและถ่านไฟย่างไก่ก่อน
            2.ใช้กะลางที่สานด้วยตาข่ายวางบนเตาไฟ ห่างจากเตาไฟประมาณ 1 ฟุต
            3.นำไก่ที่ใช้ไม้คีบเรียบร้อยแล้วไปวางย่างบนปากกะลางโดยคว่ำด้านท้องลงก่อนด้านหลัง เพื่อให้เนื้อด้านท้องไก่รับความร้อนก่อนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นก็กลับด้านหลังพลิกย่าง
            4.ข้อควรระวังในการย่างไก่คือไม่ให้ถ่านร้อนมากเกินไปหรือควันกำลังขึ้นโขมง เพราะถ้าร้อนมากจะทำให้เนื้อไก้ด้านนอกไหม้ก่อนด้านในจะสุก ผิวด้านนอกจะดำไม่น่ารับประทาน
5.ขณะที่ย่างไก่กำลังร้อนอยู่นั้นให้ใช้เหล็กที่มีปลายแหลมแทงทิ่มลงบนเนื้อไก่เพื่อไล่อากาศออกจากตัวไก่
6.พลิกไก่ปิ้งกลับด้านไปมาให้สุก หลังจากนั้นให้ทาด้วยน้ำมันกระเทียมเพื่อให้ความร้อนกระจายได้ทั่วถึงและทำให้ผิวไก่ย่างเงาวาวน่ารับประทาน
7.เมื่อย่างเสร็จแล้วก็ใช้กระเทียมเจียวทาลงบนตัวไก่อีกครั้ง ก่อนจะห่อขายให้ลูกค้า
 ขายไก่ย่างบนรถโดยสาร
            การขายไก่ย่างบนรถยนต์โดยสารครั้งแรกมีความเป็นมาอย่างไร โดยปกติแล้วพ่อค้าแม่ค้าไก่ย่างที่นี่จะเสนอขายไก่ย่างเฉพาะเวลามีรถมาแวะจอดพักหรืรับคนโดยสารเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งคนโดยสารได้ตกลงซื้อไก่ย่างกับพ่อค้าขายไก่ย่างคนหนึ่ง คนซื้อให้เงินไป 100 บาท คนขายเมื่อได้รับเงินแล้วไม่มีเงินทอนให้ลูกค้า จึงต้องรีบวิ่งไปหาเงินมาทอน ในขณะนั้นเองรถโดยสารได้เคลื่อนที่ออกไปจากสถานที่นั้น พ่อค้าขายไก่จึงได้วิ่งตามรถยนต์โดยสารไปเพื่อเอาเงินทอนคืนให้ลูกค้าที่ซื้อไก่ย่างของตน ในขณะที่ขึ้นไปบนรถยนต์โดยสารและได้คืนเงินทอนไปแล้วนั้น ได้มีคนโดยสารคนอื่นๆซึ่งอยู่ภายในรถ ได้อุดหนุนซื้อไก่ที่พ่อค้าคนนั้นถือติดมือไปด้วยจนขายหมดเกลี้ยงทั้งกำมือในรถเที่ยวนั้นเอง เมื่อรถแล่นไปถึงอำเภอโนนสะอาดพ่อค้าคนนั้นก็ได้นั่งรถโดยสารกลับเขาสวนกวางด้วยความสุขใจเพราะขายไก่หมดตั้งแต่เช้าก่อนใครๆ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขาได้มองเห็นช่องทางที่จะขายไก่ให้หมดเร็วขึ้น เขาจึงได้พยายามติดรถไปขายบนรถโดยสารทุกวัน
 การเลือกซื้อไก่ย่าง
            ไก่ย่างเขาสวนกวางได้รับความนิยมแพร่หลายในปัจจุบัน เมื่อมีผู้คนนิยมรับประทานมากขึ้นการขยายตลาดเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคก็มีมากขึ้นตามลำดับ บางกลุ่มที่ไม่มีบ้านเรือนติดกับถนนมิตรภาพก็จะอาศัยยึดพื้นที่ตามทางเท้า ทางเทศบาลเขาสวนกวางและกรมทางหลวงก็พยายามไล่ที่หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็อนุโลมให้วางขายบนทางเท้าเรื่อยมา
            โดยปกติไก่ย่างที่พ่อค้าแม่ค้าซื้อมาจากฟาร์มไก่นั้นจะมีน้ำหนักที่แตกต่างกันไปบ้าง ถ้าเป็นร้านค้าใหญ่ก็จะเลือกไก่ที่ได้มาตรฐานน้ำหนักใกล้เคียงกันจะอยู่ที่ประมาณ 600-700 กรัม ราคาก็จะมาตรฐานไม่นิยมบอกผ่านให้ต่อรองราคา มักจะย่างให้ลูกค้ารับประทานร้อนๆ ถ้าเป็นไก่ค้างคืนไม่นิยมนำมาย่างขายเพราะจะเสียชื่อร้าน ส่วนไก่ที่วิ่งขายตามริมทางหรือบนรถโดยสาร ขนาดไก่และน้ำหนักจะไม่ได้มาตรฐาน เล็กบ้างใหญ่บ้างปะปนกันไป ราคาก็ไม่แน่นอนถูกบ้างแพงบ้าง สามารถต่อรองราคากันได้ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงกันได้
            อาหารประเภทไก่ย่าง สามารถเลือกซื้อเลือกหามารับประทานได้ง่าย แต่ก็ควรคำนึงถึงความสะอาดปลอดภัย และรู้จักเลือกซื้อได้อย่างถูกต้องมั่นใจด้วยเพื่อให้ได้ไก่ย่างที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อย
            ข้อควรสังเกตในการเลือกซื้อไก่ย่างนอกจากจะต้องสังเกตดูขนาดรูปร่างแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือไก่ย่างเก่าค้างคืนไม่ควรเลือกซื้อแม้ราคาถูก ควรเลือกซื้อไก่ที่สดใหม่ สะอาดและเป็นไก่ย่างที่ไม่ค้างคืนเท่านั้น
            วิธีการสังเกตไก่ย่างใหม่สดและไก่ย่างค้างคืนมีข้อสังเกตง่ายๆดังนี้
            ถ้าเป็นไก่ย่างสดใหม่ถ้าซื้ออยู่กับเตาไฟขณะที่ย่างอยู่ก็ไม่มีปัญหา แต่หากจะซื้อกับคนขายตามเส้นทางหรือบนรถโดยสารก็ควรจะพิจารณาสังเกตด้วยสายตาเป็นเบื้องต้นไว้ก่อน ถ้าเป็นไก่ใหม่สดสีผิวจะเหลืองเข้มสวยงามสะดุดตากลิ่นหอม เวลาจับดูเนื้อไก่จะนิ่มไม่หยาบแข็ง
            ถ้าเป็นไก่ย่างที่ค้างคืนเนื้อไก่จะสีคล้ำ เมื่อจับดูเนื้อไก่จะหยาบแข็ง
 จรรยาบรรณของผู้ประกอบการ
            อาหารคือสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพร่างกาย อาหารช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ผู้บริโภคควรได้รับคุณค่าทางอาหารตามหลักโภชนาการ ผู้ประกอบอาชีพใดๆก็ตามควรมีจรรยาบรรณต่ออาชีพ เพื่อให้สังคมมีความสุขมั่นคง การประกอบอาหารประเภทไก่ย่างจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องจรรยาบรรณต่ออาชีพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดคือ
            1.ต้องมีคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ยุติธรรมไม่เอาเปรียบลูกค้า รักษาภาพพจน์ให้น่าเชื่อถือในกลุ่มอาชีพของตนเอง
            2.ต้องคำนึงถึงความสะอาดปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
            3.การรักษาคุณภาพและฝีมือในการผลิตให้ได้ระดับมาตรฐาน
            4.ต้องมีความสุภาพอ่อนโยน
            5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่หยุดนิ่งพยายามพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มอาชีพไก่ย่างให้แปลกออกไปทันยุคสมัย เพื่อนำเสนอลูกค้าให้เกิดความสนใจ
            6.มีความอดทนขยันหมั่นเพียรรู้จักประหยัดอดออม การค้าขายไก่ย่างจะประสบผลสำเร็จได้นั้น นอกจากจะมีความขยันหมั่นเพียรเป็นพื้นฐานแล้ว จะต้องเป็นผู้รู้จักประหยัดอดออมเก็บไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินหรือเก็บไว้เป็นทุนในการขยายกิจการต่อไป
 กลุ่มผู้ประกอบการขายไก่ย่าง
            ผู้ประกอบการขายไก่ย่างเขาสวนกวางมีไม่น้อยกว่า 100 ชีวิตที่ยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักทำมาหากิน มีทั้งประสบความสำเร็จในการค้าขายได้ขยายกิจการใหญ่โตไปไม่น้อยและกลุ่มที่หากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปนับ 50 ปี แต่ฐานะความเป็นอยู่ของคนบางกลุ่มก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ซึ่งก็พอแยกตามกลุ่มประเภทการขายไก่ย่างออกได้ 3 ประเภทดังนี้ คือ
            ประเภทหนึ่ง คือกลุ่มพวกพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีร้านค้าเป็นของตนเอง ต้องคอยวิ่งขายตามที่หยุดรถประจำทาง จะอาศัยบริการขายเข้าถึงตัวลูกค้าที่แวะเวียนผ่านไปมาได้เร็ว แม้ฝนจะตกแดดจะร้อนก็ไม่ท้อถอยยืนหยัดอยู่ได้ตลอดทั้งวัน ราคาไก่ย่างก็สามารถต่อรองกันได้
            ประเภทสอง คือกลุ่มที่ตั้งร้านค้าขายไก่ย่างชั่วคราวหรือเช่าแผงลอยตามริมทางเท้า กลุ่มนี้จะไม่นิยมติดขายไปกับรถโดยสารเพราะต้องดูแลร้านไปด้วย แต่จะเสนอขายไก่ย่างด้วยการโบกมือดักรอรถที่แล่นผ่านไปมาอยู่หน้าร้านของตนเอง
            ประเภทสาม คือกลุ่มที่เปิดเป็นร้านอาหารที่ได้มาตรฐานถาวร ถือเป็นกลุ่มที่มีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดีมีร้านค้าเป็นของตนเอง ลูกค้าจะเดินเข้าไปเลือกซื้อไก่ย่างเอาเองที่ร้าน ราคาไก่ย่างคงที่มาตรฐาน ร้านค้าถูกสุขลักษณะ บางครั้งร้านค้ากลุ่มนี้ก็จะรับทำไก่ย่างส่งต่างจังหวัดให้ลูกค้าด้วยแต่ต้องสั่งครั้งละมากๆ
            การทำไก่ย่างเขาสวนกวางในปัจจุบันมีสองหมู่บ้านเท่านั้นที่ยังยึดทำไก่ย่างเป็นอาชีพหลัก คือหมู่บ้านจอมพลพัฒนา หมู่10 และหมู่บ้านทางพาด หมู่11 ตำบลคำม่วง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อยู่คนละฟากฝั่งถนนมิตรภาพ เคยเป็นหมู่บ้านเดียวกันมาในอดีต ระยะหลังได้แยกเป็น 2 หมู่บ้าน ซึ่งทั้ง 2 หมู่บ้านนี้เองได้รับการถ่ายทอดฝีมือการทำไก่ย่างสืบต่อกันมายาวนานกว่า 50 ปีตั้งแต่คนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เมื่อมาถึงเวลานี้ไก่ย่างบ้านทางพาดและบ้านจอมพลพัฒนาได้กลับกลายมาเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่สำคัญของอำเภอเขาสวนกวางไปแล้ว จนกระทั่งในปัจจุบันได้มีคำขวัญประจำอำเภอเขาสวนกวางที่ได้จารึกไว้ให้เป็นจุดขายให้อยู่ในความทรงจำของคนทั่วไปอีกครั้งว่า  ไก่ย่างรสล้ำ ถ้ำกินรี ศรีเมืองแอมโบราณ
ที่มาของงานเทศกาลไก่ย่าง
            จากคำขวัญของอำเภอเขาสวนกวางที่กล่าวไว้ในตอนต้นนั้นว่า ไก่ย่างรสล้ำ ถ้ำกินรี ศรีเมืองแอมโบราณ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแล้วว่าไก่ย่างบ้านทางพาดบ้านจอมพลได้กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอำเภอเขาสวนกวางไปแล้ว จากอาหารประเภทไก่ย่างนี้เองทำให้คนทั่วไปจำติดตาติดใจมิรู้ลืมถึงอำเภอเล็กๆแห่งนี้ เมื่อนึกถึงอำเภอเขาสวนกวางต่างก็นึกถึงไก่ย่างไปพร้อมๆกัน ด้วยรสชาติที่อร่อยเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้า ความพิเศษอยู่ที่การย่างขายตัวโตๆไม่สับแยกแบ่งส่วนออกไป ราคาก็ยุติธรรมและคุณภาพที่เชื่อถือได้ ไก่ย่างส้มตำจึงเป็นอาหารจานโปรดของภูมิปัญญาของคนอิสานโดยแท้จริง
            เทศบาลตำบลเขาสวนกวางได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงได้หยิบยกนำความคิดเรื่องการจัดงานเทศกาลไก่ย่างเขาสวนกวางนำเข้าเสนอในวาระที่ประชุมที่อำเภอเขาสวนกวาง เพื่อขอความเห็นชอบในการจัดงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2543 โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงานเทศกาลไก่ย่างเขาสวนกวางคือ
            1.เพื่อประชาสัมพันธ์อาหารประเภทไก่และผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
            2.เพื่อให้ผู้ขายไก่ย่างทุกคนได้ตระหนักและพัฒนาปรับปรุงอาหารประเภทไก่ย่างให้เป็นสินค้าคุณภาพถูกหลักโภชนาการ ได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้อง
            3.เพื่อให้เกิดเป็นงานประเพณีเทศกาลไก่ย่างเขาสวนกวางในปีต่อๆไป
            ทุกฝ่ายขานรับมติเห็นพร้องต้องกันให้จัดงานเทศกาลไก่ย่างขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 11-13 มกราคม 2544 และได้กำหนดสัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปีเป็นช่วงจัดงานเทศกาลไก่ย่างเขาสวนกวางขึ้น โดยกำหนดเอาบริเวณข้างวัดบ้านทางพาดเป็นสถานที่จัดงาน
 ไข้หวัดนกมาเยือนเหมือนฝันร้าย
            หลังจากที่งานเทศกาลไก่ย่างเขาสวนกวางผ่านไปได้ไม่นาน ในต้นเดือนมกราคม 2547 ได้เกิดมีข่าวเรื่องไข้หวัดนกระบาด แรกๆผู้คนก็ไม่ได้หวาดหวั่นหรือให้ความสนใจมากนัก แต่พอสื่อมวลชนกระพือข่าวมากขึ้น จึงทำให้เป็นที่ตื่นตระหนกตกใจกลัวกันทั้งประเทศ ทางรัฐบาลก็สั่งให้ฆ่าไก่ให้หมดจากฟาร์มที่เลี้ยงในทันที ถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิด แต่บางคนก็ยืนยันไม่ยอมให้ทำลายง่ายๆ เพราะเชื่อว่าไม่มีโรคระบาดในไก่ของพวกเขา ซึ่งไก่บางประเภทเป็นที่รักและหวงแหนมาก ภาพเหตุการณ์ทางสื่อมวลชนที่ขุดหลุมกลบทำลายไก่วันหนึ่งๆนับหมื่นๆตัวแสดงให้เห็นทางจอโทรทัศน์ที่นำเสนอออกสู่สายตาประชาชนทั่วประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นภาพที่สะเทือนใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก จากข่าวดังกล่าวทำให้ทุกคนหวาดระแวงภัยร้ายจากไก่และไข่ และเมื่อทุกอย่างก้าวเข้าสู่ความเลวร้ายวิกฤตจนสุกงอมเกือบไม่มีอะไรจะเหลือแล้วรัฐบาลจึงได้ประกาศจุดยืนออกมาเพื่อเรียกขวัญกำลังใจเตือนสติให้กลับคืนมาด้วยการประชาสัมพันธ์ทางสื่อมวลชนว่ากินไก่สุขผ่านความร้อน 70 องศาขึ้นไปปลอดภัยจากไข้หวัดนกแน่นอน ใครเสียชีวิตด้วยการรับประทานอาหารจากไก่นายกทักษิณ ชินวัตร ยังได้สร้างความมั่นใจเพื่อยืนยันถึงความปลอดภัยอีกครั้งหนึ่งด้วยการจัดมหกรรมกินไก่ไทยปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ฟรีที่ท้องสนามหลวง เพื่อรณรงค์ให้คนไทยกลับมากินไก่และไข่อีกครั้ง
            ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นับเป็นวิกฤตสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่มีผลกระทบผูกโยงไปในทุกๆเรื่อง ตั้งแต่ผู้ผลิตไก่คือเจ้าของกิจการฟาร์ม คนงานที่ดูแลฟาร์มขนาดใหญ่ต้องหอบหิ้วลูกหลานกลับบ้านเพราะไม่มีงานทำ กลุ่มผู้ผลิตอาหารไก่ วัคซีน ผลผลิตทางการเกษตร ผู้ที่ประกอบกิจการร้านค้าอาหารแปรรูปรายเล็กรายใหญ่ทั่วประเทศเกิดการชะงักงันไปหมดต้องปิดกิจการลง
            ชุมชนบ้านทางพาดเขาสวนกวางและบ้านจอมพลพัฒนาคือหมู่บ้านขายไก่ย่าง ประชากรมีอาชีพขายไก่ย่างเป็นรายได้หลักของครอบครัว การทำการเกษตรหรืออาชีพอื่นๆมีน้อยมาก จึงได้รับผลกระทบโดยตรงในทันที
            เพื่อสร้างความมั่นใจในการรับประทานไก่และไข่ ทางอำเภอเขาสวนกวาง เทศบาลตำบลเขาสวนกวางและพ่อค้าแม่ค้าไก่ย่างเขาสวนกวางได้ร่วมกันจัดงานมหกรรมกินไก่ฟรีที่ตลาดใหม่เทศบาลตำบลเขาสวนกวาง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2547 การจัดมหกรรมกินไก่ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับไก่ให้การสนับสนุนไก่สดจำนวนหนึ่งเพื่อย่างขาย มีประชาชนให้ความสนใจกันมากทั้งในเขตเทศบาล นอกเขตเทศบาลและประชาชนที่ผ่านสัญจรไปมาได้แวะชมกิจกรรมและรับประทานไก่ฟรีตลอด
            ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนในครั้งนี้ไม่มีใครคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ถ้าเราพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของสภาพโลกที่คอยเตือนสติให้มนุษย์ เคยมีเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ การระบาดหรือการตายของไก่ไม่ใช่มีครั้งนี้ครั้งแรกในประเทศไทยหรือไม่ใช่เฉพาะของไก่เท่านั้น สัตว์ประเภทอื่นก็เกิดมีมาแล้ว เช่น วัว สุนัข หมู เป็นต้น เมื่อมีอุปสรรคปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องแก้ไขกันไป โดยใช้สติปัญญาคิดตามเหตุของปัญหา การประหยัดและอดออมไว้เป็นทุนสำรองเพื่อใช้จ่ายในคราวจำเป็น เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราประคองตัวสู้กับปัญหาไปได้ บทเรียนครั้งนี้ให้ข้อคิดหลายประการ ถ้าเรารู้จักแยกแยะนำกลับมาปรับปรุงใช้ในการดำเนินชีวิตก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายก็มีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งสื่อมวลชนเองก็เจตนาดีประสงค์ร้ายเสนอข่าวด้วยความตื่นเต้นเร้าใจตลอดเวลาสร้างกระแสอย่างสนุกสนานจนได้ผลเป็นที่พอใจ รัฐบาลก็ไม่แถลงการณ์หรือมีจุดยืนที่ชัดเจน ออกมาตัดสินใจช้าเกินไป ปล่อยให้ประชาชนตื่นตามกระแสเป็นกระต่ายตื่นตูมอยู่หลายสัปดาห์

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พระธรรมเทศนา คุณธรรมผู้ปกครอง 4 ประการ

พระธรรมเทศนา เรื่อง คุณธรรมผู้ปกครอง ๔ ประการ โดยพระธรรมเจดีย์ (ประกอบ  ธมฺมเสฏฺโฐ ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพมหานคร แสดงในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทรงพระราชอุทิศถวาย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร, สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ,สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
วันเสาร์ที่ ๙ มิถุนายน  พุทธศักราช ๒๕๕๕

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัติท้าวหิรัญพนาสูร

                       
        พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ในขณะที่มีการค้นคว้าเรื่องราวทางภารตวิทยาของอินเดียหรืออนุทวีป ในฐานะเมืองขึ้นของจักรวรรดิอย่างคึกคัก ส่งผลให้พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องราวอันเร้นลับของอินเดียที่ถ่ายทอดผ่าน คัมภีร์และปกรณัมต่างๆ และทรงเป็นต้นแบบในการรับเอาคติความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับ "ภารตะวิทยา"
ท้าวหิรัญพนาสูรปรากฏขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คำว่า "หิรัญ" หมายถึงเงิน สีเงิน หรือบางแห่งแปลความหมายว่าทอง ส่วน "พนาสูร" เป็นคำเชื่อมกันระหว่าง "พนา" แปลว่า "ป่า" กับ "อสูร" ดังนั้น จึงสื่อความหมายถึงเทพาสูรผู้เป็นใหญ่แห่งป่า ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า "ท้าวหิรัญฮู" มีผู้อธิบายว่า "ฮู" มาจาก "Who" ในภาษาอังกฤษ เนื่องจากในปี พ.ศ.2449 ขณะที่ยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงเสด็จประพาสมณฑลพายัพ ซึ่งเส้นทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยป่าเขา ภยันตราย และโรคภัยไข้เจ็บ ขณะเมื่อทรงจะออกจากอุตรดิตถ์ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จรู้สึกหวั่นวิตกต่อ ภยันตราย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า "ธรรมดาเจ้าใหญ่นายโตจะเสด็จ ณ ที่แห่งใดๆ ก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจฤๅอสูร อันเป็นสัมมาทิฏฐิ คอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวง มิให้มากล้ำกรายพระองค์และบริวารผู้โดยเสด็จได้ ถึงในการเสด็จครั้งนี้ก็มีเหมือนกัน อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีความวิตกไปเลย"
ด้วยกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว ทำให้บรรดาข้าราชบริพารขุนนางใหญ่น้อยอุ่นใจคลายความกังวล ในขณะเสด็จประพาสนั้นปรากฏมีข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเกิดนิมิตฝัน เห็นบุรุษผู้หนึ่งร่างสูงใหญ่ล่ำสัน บอกนามว่า "หิรัญ" และแจ้งว่าตนเป็นอสูรแห่งป่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ จะคอยดูแลปกป้ององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าราชบริพารในขณะเดินทาง จึงทรงโปรดฯ ให้ตั้งเครื่องสังเวยในป่าริมพลับพลานั้น และเมื่อทรงเสวยก็จะแบ่งพระกระยาหารไปตั้งเป็นเครื่องเซ่นเสมอๆ ปรากฏว่าการเสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองพายัพครั้งนั้นปราศจากเภทภัย อันตราย ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย และประสบความสำเร็จสมดังตั้งพระราชหฤทัยไว้ทุกประการ
ด้วยเหตุ ดังกล่าวการเสด็จประพาสในคราวต่อๆ มาข้าราชบริพารจึงทำพิธีอัญเชิญเทพาสูรที่ปรากฏในนิมิตตามเสด็จไปด้วยทุก ครั้ง และมีผู้คนมากมายพบเห็นบุรุษในลักษณะการอย่างโบราณ รูปร่างสูงใหญ่ นั่งบ้าง ยืนบ้าง ตามขบวนเสด็จไปด้วยเป็นอันมาก จนข่าวคราวร่ำลือถึงข้าหลวงมณฑลเทศาภิบาลต่างๆ ทำให้ผู้คนเลื่อมใส เคารพท้าวหิรัญพนาสูรกันแต่ครั้งนั้น และโปรดให้หล่อรูปท่านท้าวประดิษฐานไว้ประจำพระราชวังพญาไท "รูปท้าวหิรัญพนาสูร" จึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนเคารพกราบไหว้ให้ป้องกันภยันตราย ให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และประสบความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คาถาบูชา ท้าวหิรัญพนาสูร
( จุดธูป 16 ดอก )
นะโม 3จบ
ระหินะ ภูมาสี
ภะสะติ นิรันตะรัง
ลาภะสุขัง ภะวันตุเม
(สวด 9 จบ )
อุปเท่ห์ ผู้ใดสวดบูชาประจำ ป้องกันภัย มีโชคลาภ ค้าขายดี มีอำนาจ หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่มเย็นเป็นสุข ตลอดการ ฯลฯ เมื่อท่านสำเร็จผล ควรจะถวายสังฆทานให้ท่านท้าวหิรัญพนาสูร สิ่งที่ควรถวายท่านท้าวหิรัญพนาสูร บายศรีพรหม บายศรีเทพ บายศรีปากชาม หมูหนาม (ขนุน) มะพร้าวอ่อน 2 ลูก กล้วยน้ำว้า 1 หวี ดาวเรือง 9พวง สับปะรดศาลท้าวหิรัญพนาสูร ตั้งอยู่หลัง ร.พ. พระมงกุฎเกล้า กทม

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปฏิบัติบูชา ในมหาอภิสมัย พุทธชยันตี มาฆบูชา 2555

ปฏิบัติบูชา วันมาฆบูชา 2555  วันพุธที่ 7 มีนาคม 2555

            วันมาฆบูชา ถือว่าเป็นวันสำคัญ เรียกว่า วันมหาสันนิบาต หรือจาตุรงคสันนิบาต คือวันประชุมใหญ่อันประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ๑.พระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นพุทธสาวก จำนวน ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย  ๒.พระพุทธสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ เป็นผู้ที่พระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทด้วยพระองค์เอง                   

            ๓.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ ๔.วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆะ คือพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ในวันดังกล่าวพระผู้มีพระภาคทรงประกาศหลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนาเหมือนรัฐธรรมนูญที่ใช้เป็นแม่บทสำคัญสูงสุดของประเทศ หลักธรรมสำคัญของพุทธศาสนา คือ การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นประกาศหลักธรรมสำคัญอันเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อนำไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีหลักการที่สำคัญอยู่ ๓ ประการ ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย

            ๑.สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่ การงดเว้น การลดละ และเลิกทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว ๑๐ ประการ

            ๒.กุสลสูปสมฺปทํ คือ การยังกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำแต่ความดี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญจิตภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปาฏิโมกเข จ สํวโร ได้แก่ การสำรวมกาย วาจา และใจ การรักษาศีล การรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด ให้ทำแต่ความดี งดเว้นจากความชั่ว

            ๓.สจิตฺตปริโยทปนํ  คือ การทำจิตใจของตนให้ผ่องใส ให้สงบปราศจากนิวรณ์  ซึ่งเป็นธรรมอันกั้นจิต ขัดขวางจิตของเราไม่ให้บรรลุ หรือไม่ให้เข้าถึงความดี

           พระพุทธศาสนานั้น มีจุดหมายสูงสุดอันได้แก่พระนิพพาน คือการดับสูญ การสิ้นทุกข์ หมดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และความทุกข์ทั้งปวง อันจะทำสำเร็จได้ด้วยการพึ่งตนเอง พากเพียรด้วยตนเอง ไม่ใช่สำเร็จด้วยการอ้อนวอนขอจากเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง  นโยบายหรืออุดมการณ์ ๔ ประการนั้น ได้แก่ ๑.ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา หมายถึง ความอดทน คือความอดกลั้น  ในการฝึกตน เพื่อบรรลุจุดหมายในการไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา และใจ

            ๒.นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา หมายถึง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรมเป็นธรรมอันสูงสุด ๓.น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี หมายถึงผู้ทำร้ายสัตว์ ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต และ ๔.สมโณ โหติ วิเหฐยนฺโต หมายถึง ผู้เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่า เป็นสมณะ
          ในวโรกาสมหาอภิสมัยพุทธชยันตี ครบรอบการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2600 ปี ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมกันปฏิบัติธรรมเป็นพุทธบูชาในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทุก ๆ วันสำคัญ  และทุกๆ วัน 
ที่มา: คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

สรรสาระ (ธรรม) กับกิจกรรมวันนี้

           กิจกรรมของสมาชิกชุมชนวันนี้ น่าเอาเป็นแบบอย่าง อย่างยิ่ง  นอกจากสมาชิกจะได้พบปะ พูดคุยกันตามประสามนุษย์เงินเดือน  หรือแม้กระทั้ง ผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัว จนไม่มีเวลาเข้าวัด ฟังธรรม
ข้อที่ 1 วันนี้นับว่าเป็นวันครอบครัว พ่อ แม่ ลูก หรือแม้แต่ญาติ มิตร ได้มีเวลาพูดคุยกัน พบปะสังสรรค์กัน
ข้อที่ 2  พระสงฆ์ได้เดินทางมารับบิณฑบาตรถึงสถานที่หมู่บ้าน พร้อมเทศนา ให้คติธรรมกับสมาชิกในชุมชน
ข้อที่ 3 ค่าใช้จ่ายไม่มี  มีแต่ออกแรง จัดสถานที่ เพราะค่าพาหนะเดินทาง สมาชิกร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ข้อที่ 4 พระสงฆ์ อบรม บ่มเพาะ จริต นิสัย เยาวชน สมาชิกในชุมชน ให้มีความสมัคคี กลมเกลียวกัน
ข้อที่ 5 พระสงฆ์ได้ถือโอกาส บอกบุญ เรื่องราวต่าง ๆ ของพระศาสนา เช่น วันสำคัญ ๆ ทางพระพุทธศาสนา
ข้อที่ 6 ฝ่ายบริหารได้มีส่วนร่วม สานสัมพันธ์กับสมาชิกในหมู่บ้าน

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อนุสรณ์ สถาปัตยกรรม สยาม

            แผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ ตัวอย่างของสถานีโฮปเวลล์ แถววิภาวดีรังสิต ถล่ม เดชะบุญไม่มีคนเสียชีวิต แต่ลำลือกันว่า สยามประเทศได้สูญเสีย งบประมาณไปกับโครงการนี้ไม่ใช่น้อย กว่า 20 ปีมาแล้วหากโครงการนี้แล้วเสร็จ  ไม่ว่าใครจะได้รับผลประโยชน์ก็ตาม แต่หลักคิด การแก้ปัญหาสมัยนั้น ทันสมัยมาก ทำถนน 3 ชั้น รถไฟ รถยนต์ รถด่วน.....
            แม้มนุษย์จะมีวิวัฒนาการ พัฒนาเพื่อเอาชนะธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็จะปรับความสมดุลของธรรมชาติเอง